เอกซเรย์เวป บอร์ด

รังสีร่วมรักษา
(INTERVENTION RADIOLOGY)
ทางเลือกใหม่ของการรักษา

วิชารังสีร่วมรักษา ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในประเทศไทยเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2520 โดยมีรายงานแรก ที่กล่าวถึงความสำเร็จ ในการควบคุมการตกเลือด จากมะเร็งระยะลุกลามมากของไตโดยการฉีด Gelfoam ชิ้นเล็ก ๆ ผ่านทางหลอดสวนเข้าไปอุดกั้นหลอดเลือดของก้อนมะเร็ง การรักษาทั้งหมด ทำโดยรังสีแพทย์ ที่ผ่านการฝึกฝนทางด้านการตรวจหลอดโลหิตทางรังสี และสามารถใส่หลอดสวนผ่านเข้าสู่หลอดโลหิตได้โดยไม่ต้องผ่าตัด (ตามวิธีของ Seldinger) และ สามารถใส่หลอดสวนให้เลี้ยวไปสู่หลอดเลือดของอวัยวะต่าง ๆ ได้ตามต้องการโดยอาศัยลวดนำ (guide wire) ช่วยนำทางและอาศัยจอเรืองแสงเอกซเรย์ (Flouroscopic screen) ช่วยตรวจตำแหน่งทิศทางที่ถูกต้อง

ความจริงก่อนหน้านี้ประมาณปี พ.ศ. 2511 ได้มีรายงานซึ่งเข้าใจว่าเป็นรายงานแรกในวารสารการแพทย์ไทยกล่าวถึงการรักษา Carotid cavernous fistula โดยการใช้ชิ้นกล้ามเนื้อสอดผ่านเข้า Carotid artery โดยใช้วิธีการผ่าตัดที่บริเวณลำคอ แล้วเปิด Carotid artery ออก ตัดกล้ามเนื้อของผู้ป่วยเอง (Sterno-mastoid muscl) ให้มีขนาดพอที่จะใส่เข้าไปในหลอดเลือดได้ ใช้ Silver clip จับแน่นเพื่อเป็นที่หมายในการตรวจหาตำแหน่งในภายหลัง แล้วสอดเข้าในหลอดเลือด Carotid ตรงรอยที่ผ่าไว้ ใส่สายยางดันเข้าไปตามรูของหลอดเลือดแล้วใช้นิ้วมือกดรีดช่วยส่งขึ้นไปตามหลอดเลือดอีกทีหนึ่งแล้วจึงเย็บแผลปิด ผู้รายงานเป็นประสาทศัลยแพทย์ซึ่งกล่าวว่าได้รับผลสำเร็จในการรักษาโรค Carotid cavermous fistula ในผู้ป่วย 4 ราย
ปัจจุบันการรักษาโรคโดยการใส่สารอุดตันเข้าในหลอดโลหิตทำได้ง่าย และสะดวกขึ้นมากนับตั้งแต่ นายแพทย์ Sven lvar Seldinger ชาว Sweden นำวิธีการใส่หลอดสวนหลอดโลหิตแบบ Percutaneous technique มาใช้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2496 วิธีการนี้ก็แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับได้เริ่มมีการนำระบบจอโทรทัศน์เข้ามาใช้ช่วยขยายสัญญาณภาพจากจอเรืองแสงเอกซเรย์ (เริ่มมีใช้เมื่อประมาณ พ.ศ. 2493) การใส่สารอุดตันเข้าในหลอดโลหิตที่เรียกว่า Therapeutic embolization หรือ Embolotherapy จึงแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว มีการนำสารอุดตันมากหลายชนิดเข้ามาทดลองใช้ เช่น ลิ่มเลือดของผู้ป่วยเอง (Autologous blood clot) เนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง Gelatin sponge (ชื่อการค้า คือ Gelfoam) Polyvinyl alcohol sponge (ชื่อการค้า คือ Ivalon Catgut ฯลฯ

ในจำพวกสารที่ใช้อุดกั้นหลอดเลือดเหล่านี้ Gelfoam เป็นสารที่มีผู้นิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด เนื่องจากเป็น Gelatin ที่บริสุทธิ์ไม่ทำให้เกิดพิษ หรือกระตุ้น ระบบอิมมูนของร่างกาย สามารถตัดเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้ตามต้องการ และมีขายในท้องตลาดชนิดเป็นผงละเอียดด้วย เมื่อถูกน้ำจะอ่อน ตัวนิ่มสามารถ ฉีดเข้าไปตามหลอดสวนหลอดโลหิตได้ง่าย ตัวของมันเองจะอุดกั้นหลอดเลือดและทำให้เกิดลิ่มเลือดจับตัวตามมาภายหลัง Gelfoam จะสลายไปเองหมดภายใน 7-12 วัน แต่ลิ่มเลือดที่จับอยู่ในบริเวณนั้นอาจจะยังพบต่อมาได้อีกถึง 4 เดือน การตรวจชิ้นเนื้อบริเวณที่ถูกอุดกั้นด้วย Gelfoam จะพบ acute mecrotizing arteritis ตลอดความหนาทุกชั้นของหลอดเลือด ข้อดีของ Gelfoam ก็คือ ภายหลังเมื่อมันสลายตัวหมดไปแล้ว อวัยะบริเวณนั้นยังอาจได้รับเลือดมาเลี้ยงได้อีก ดังนั้น Gleam จึงเหมาะที่จะใช้อุดกั้นหลอดเลือดชนิดที่ไม่ต้องการให้มีการอุดกั้นอย่างถาวร เช่น ในการตกเลือดที่เกิดจากบาดแผลต่าง ๆ หรือการตกเลือดภายหลังผ่าตัด ฯลฯ เมื่อใช้ในขนาดพอเหมาะ แต่ถ้าใช้ Gleam ในขนาดที่มากเกินพอดีก็อาจเกิดการอุดกั้นเป็นบริเวณกว้าง เกิดการตายเน่าของอวัยวะปลายทางได้
นอกจาก จะใช้วิธีการทางรังสีร่วมรักษาอุดกั้นหลอดโลหิตเพื่อการรักษา (Embloltherapy) แล้วแพทย์ยังสามารถฉีดยาบางอย่าง หรือ ผ่านเครื่องมือบางอย่าง ที่ออกแบบเป็นพิเศษเข้าไปสู่อวัยวะลึก ๆ ที่อยู่ในร่างกายเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคได้อีกหลายรูปแบบเช่น

PHARMACOANGIOTHERPY : เป็นการฉีดยาบางอย่างผ่านทางหลอดสวนเข้าไปขยาย หรือทำให้หลอดเลือดบีบตัว เพื่อประโยชน์ในการรักษาหรือช่วยในการวินิจฉัยโรค ตัวอย่างเช่น การฉีด Adrenaline ขนาดประมาณ 20-40 microgram ผ่านทางหลอดสวนเข้าไปสู่หลอดเลือดแดงที่ไต เพื่อช่วยระงับการตกเลือดที่เกิดจากการเจาะตัดชิ้นเนื้อของไตเพื่อการวินิฉัยโรค

CHEMO-EMBOLIZATION OF MALIGNANT TUMOR : เป็นการฉีดสารเคมีบำบัดผ่านทางหลอดสวนหลอดโลหิตเข้าไปสู่ก้อนมะเร็งที่อยู่ในอวัยวะลึก ๆ ในร่างกายที่ไม่สามารถผ่าตัดรักษาได้ (Chemo-infusion) แล้วจึงฉีดสารอุดกั้นหลอดโลหิตตามเข้าไปเพื่ออุดกั้นไม่ให้ก้อนมะเร็งได้รับเลือดไปเลี้ยงอีก (Embolization) ประโยชน์ที่ได้มี 2 ทางพร้อม ๆ กันคือ ก้อนมะเร็งถูกทำลายโดยสารเคมีบำบัดก่อน และไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกเพราะขาด Blood supply วิธีนี้กำลังใช้กันแพร่หลายในการรักษามะเร็งของตัว โดยมีวิธีการที่เรียกว่า Transcatheter Oil Chemo-Embolization (TOCE)

TRANSCATHETER RETRIEVAL, TRANSCATHETER EXTRACTION, TRANSCATHER-TER BIOPSY : เป็นการผ่านเครื่องมือเล็ก ๆ ที่ออกแบบเป็นพิเศษเข้าไปตามหลอดสวน เพื่อล้วงจับวัตถุแปลกปลอมที่ตกค้างอยู่ในหลอดเลือด (เช่น เศษหลอดสวนหลอดโลหิตที่ขาดค้างอยู่ในหลอดเลือด) หรือใช้เจาะตัดชิ้นเนื้อของอวัยวะที่อยู่ลึก ๆ เพื่อการวินิจฉัยโรค (เช่น การทำ Myocardial biopsy etc.)

EXPANDABLE METALLIC STENT : การใช้ท่อถ่างขยาย (Stent) เข้าไปช่วยเชื่อมต่อ เหรือขยายอวัยวะภายในโดยไม่ต้องผ่าตัด หรอใช้เพียงการผ่าตัดเล็กโดยใช้ยาชาเฉพาะที่ นับเป็นความก้าวหน้าอย่างสำคัญยิ่งอันหนึ่งของรังสีร่วมรักษา ตัวอย่างเช่น การใส่ Stent เข้าไปเชื่อมต่อหลอดเลือดดำปอร์ตัล และเฮปาติคในตับ เพื่อช่วยความดันเลือดดำของระบบปอร์ตัล (Porto-systemic shunt) หรือการใส่ Aortic stent graft เข้าไปรักษา Aneurysm ขนาดใหญ่ของเอออร์ตาในช่องท้องโดยใส่ผ่านหลอดเลือดแดงฟีมอรัล ฯลฯ เป็นต้น

การรักษาทางรังสีร่วมรักษายังสามารถทำได้ในอวัยวะอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลอดโลหิตได้อีก (Non-vascular Intervention Radiology) เช่น การระบายน้ำดีออกจากตับผ่านทางผิดหนัง การระบายน้ำปัสสาวะออกจากไต การระบายหนองออกจากช่องท้อง หรืออวัยวะที่อยู่ลึก ๆ ในร่างกายเช่น ไต ตับ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก และไม่อยู่ในสภาวะที่จะรับกานผ่าตัดได้ แต่วิธีทางรังสีร่วมรักษา สามารถทำได ้โดยอาศัยเพียงการฉีดยาชาเฉพาะที่เท่านั้น
และยังมีวิธีการใหม่ ๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งมีผู้คิดคว้าทดลอง วิจัย และนำเสนอในที่ประชุมระหว่างชาติอีกมากมายในแต่ละปี รวมทั้งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ทั้งในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ปัจจะบันได้มีการก่อตั้ง Interventional Radiology Association ขึ้นทั้งในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน และมีการจัดประชุมเพื่อแสดงผลงานทางด้านนี้ขึ้นในซีกโลกตะวันออกเป็นครั้งแรกที่ประเทศเกาหลี เมื่อวันที่ 24-27 พฤษภาคม 2536 โดยใช้ชี่อการประชุมว่า “The First Asia-Pacific Congress of Cardio-Vascular and Interventional Radiology” (APCCVIR) และได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี มีการนำเสนอผลงานใหม่ ๆ จากหลายประเทศ ปัจจุบันชมรมรังสีร่วมรักษาแห่งประเทศไทย ก็ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นแล้ว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 และมีการประชุมแสดงผลงานทางวิชาการติดต่อกันทุกเดือนตลอดมา

จะเห็นได้ว่างาน “รังสีร่วมรักษา” (Interventional Radiology) เป็นงานค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย มีต้นกำเนิดมาจากรังสีแพทย์ทางด้านรังสีวินิจฉัยผู้ซึ่งได้รับการอบรมมาเป็นพิเศษ เกี่ยวกับงาน Catheterization technique เป็นงานที่นำไปประยุกต์ใช้ได้กับโรคของอวัยวะเกือบทุกระบบ ใช้ได้ทั้งในแง่ช่วยบำบัดรักษาเฉียบพลัน เช่น ในเรื่องของ Embolotherapy เพื่อระงับการตกเลือดในเกือบทุกสถานการณ์ ฯลฯ หรือใช้ในสถานการณ์อื่นที่วิธีการอื่นไม่สามารถช่วยเหลือได้แล้ว เช่น การรักษามะเร็งตับ ในระยะที่ผ่าตัดรักษาไม่ได้แล้ว ฯลฯ วิธีการต่าง ๆ และเครื่องมือที่ใช้ในงานน ี้มีการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก ในแต่ละปี ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่คณะผู้บริหารของวงการแพทย์ จะต้องให้ความสนใจ และตระเตรียมกำลังเงิน บุคลากร และสถานที่ไว้เพื่อสนับสนุนให้มีการฝึกอบรม และมีหน่วยงาน เฉพาะวิชาด้านนี้ขึ้นโดยเร็วในทุกสถาบันที่มีการฝึกอบรมแพทย์ เพื่อที่จะทำให้วิชาการแพทย์ไทย ได้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศ

การเตรียมผู้ป่วยเพื่อรับการตรวจรักษา

1. ผู้ป่วยจะต้องไม่แพ้สารไอโอดีน เพราะจะต้องมีการฉีดสารทึบรังสี (ซึ่งมีไอโอดีนเป็นองค์ประกอบ) เป็นระยะ ๆ ผู้ป่วยที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ หอบหืด หรือ angioneurotic edema ถึงแม้จะไม่เคยแพ้สารไอโอดีนหรืออาหารทะเลก็ตาม ก็ต้องระมัดระวังคอยสังเกตอาหารให้ดี เพราะอาจเกิดอาการแพ้สารทึบรังสีได้ ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้สารไอโอดีนไม่ควรเสี่ยงทำการตรวจหรือรักษาด้วยวิธีนี้

2. ควรอธิบายให้ผู้ป่วยทราบคร่าว ๆ ถึงวีธีการเพื่อผู้ป่วยจะได้ไม่ตกใจกลัว และให้ความร่วมมือขณะตรวจ ฯ เช่น อธิบายว่า การตรวจรักษาจะต้องกระทำในห้องเอกซเรย์ รังสีแพทย์ผู้ทำและผู้ช่วยจะใส่หลอดสวนอันเล็ก ๆ เข้าในหลอดเลือดที่ขาหนีบ หรือบริเวณรักแร้โดยฉีดยาชาเฉพาะที่ให้ และใช้วิธีพิเศษโดยไม่ต้องผ่าตัด ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด รังสีแพทย์ และตัวผู้ป่วยเอง สามารถมองเห็นหลอดสวน เคลื่อนไปตามหลอดโลหิต ได้ทางจอทีวี ที่รับสัญญาณมาจากเครื่องเอกซเรย์ เมื่อหลอดสวนเคลื่อนไปถึงจุดที่ต้องการแล้ว แพทย์ก็จะฉีดยาหรือสารทึบรังสีหรือสารที่ใช้ในการรักษาเข้าไปสู่อวัยวะนั้น ๆ แพทย์อาจจะบอกให้หยุดหายใจเป็นระยะสั้น ๆ เมื่อต้องการจะถ่ายภาพรังสีไว้เป็นหลักฐาน อาจมีความรู้สึกร้อน หรือปวดตรงบริเวณที่ฉีดบ้าง และอาการปวดจะหายไปได้เอง แต่ในรายที่ทำการอุดตันหลอดโลหิตอาการปวดอาจจะคงอยู่นาน 4-5 วัน แต่จะสามารถช่วยเหลือได้โดยการใช้ยาระงับปวด การตรวจจะต้องทำด้วยความระมัดระวังไม่ให้มีการติดเชื้อเกิดขึ้น จึงต้องทำความสะอาดบริเวณที่จะใส่หลอดสวนมาอย่างดี แพทย์ผู้ทำการตรวจฯ และผู้ช่วยจะต้องสวมชุดปราศจากเชื้อ ใส่ถุงมือ สวมหมวก และผูกผ้าปิดปากและจมูกแบบเดียวกับห้องผ่าตัด ขณะที่แพทย์ถ่ายภาพรังส ีอาจมีเสียงดังมาจากเครื่องเอกซเรย์ และเครื่องเปลี่ยนฟิล์มที่อยู่ใต้เตียงเอกซเรย์บ้างเป็นระยะ ๆ เมื่อตรวจเสร็จแล้ว แพทย์จะดึงหลอดสวนออก และใช้มือกดตรงบริเวณนั้นอยู่สักครู่หนึ่งเพื่อให้เลือดหยุด ผู้ป่วยเองต้องนอนนิ่ง ๆ และพยายามอย่างเคลื่อนไหวแขนหรือขาข้างนั้นประมาณ 6-12 ชั่วโมง ภายหลังจากตรวจ (นอกจากจะมีการสั่งเปลี่ยนอย่างอื่น) ภายหลังจากการตรวจผู้ป่วยกินอาหารและน้ำได้ตามปกติ ทันทีถ้าไม่มีการคลื่นไส้อาเจียน ส่วนแผลนั้นพยาบาลจะเปิดผ้าปิดแผลออกในวันรุ่งขึ้น และ จะทำแผลแบบธรรมดา ต่อไปอีก 4-5 วัน ก็จะหายเป็นปกติ ผู้ป่วยบางคน อาจจะถามถึงความยาวนาน และอันตรายจากการตรวจรักษาแบบน ี้ซึ่งเราควรจะอธิบายให้ฟังว่า การตรวจรักษาที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดโดยวิธีใด ๆ ก็ตามอาจเกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ แต่ปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์เหล่าน ี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยและไม่พบทุกคน แพทย์ที่ทำงานด้านนี้ จะมีการเตรียมการเพื่อช่วยเหลือ เมื่อมีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ เกิดขึ้นอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรกลัวหรือวิตกใด ๆ การตรวจอาจกินเวลานาน ตั้งแต่ 1-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของโรค และอวัยวะที่ใสหลอดสวน ฯลฯ สำหรับรังสีเอกซเรย์ ที่ผู้ป่วยจะได้รับระหว่างการตรวจนั้น มีน้อยมาก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องป้องกันใด ๆ และแพทย์ผู้ตรวจมีวิธีที่จะลดขนาดของรังสีให้น้อยลงเท่าที่จำเป็นต้องใช้ ทำให้ปริมาณที่ผู้ป่วยแต่ละคน ได้รับจากการตรวจแต่ละครั้งจะไม่ทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วย แพทย์และผู้ช่วยแพทย์ในห้องตรวจจำเป็นจะต้องใส่เสื้อตะกั่วป้องกันรังสี เพราะต้องทำงานอย่างนี้ตลอดวัน และทุกวันเป็นประจำ

3. เมื่อผู้ป่วยรับทราบวิธีการฯ ที่กล่าวมาแล้ว และยินดีรับการตรวจฯ โดยวิธีนี้แล้วควรให้ผู้ป่วยเซ็นชื่อยินยอมรับการรักษาฯ ไว้เป็นหลักฐานด้วย

4. ผู้ป่วยควรงดอาหารหนักอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ก่อนการตรวจฯ ถ้าผู้ป่วยจะตรวจในตอนเช้าให้งดอาหารหลังเที่ยงคืนในคืนก่อนจะตรวจ ในสถาบันบางแห่งนิยมให้รับประทานน้ำให้เพียงพอก่อนการตรวจฯ เพราะการตรวจรักษาแต่ละครั้งมักจะต้องใช้สารทึบรังสีเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะมาก (จาก osmotic diuresis) น้ำที่รับประทานไว้ก่อนจะช่วยป้องกันภาวะการขรดน้ำของร่างกายได้ ในผู้ป่วยที่มีโรคไตก่อนแล้ว หรือมีภาวะการขาดน้ำอยู่แล้ว จำเป็นจะต้องให้รับประทานน้ำให้เพียงพอก่อน และอาจจะต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดในระหว่างหรือหลังจากการตรวจรักษาแล้วด้วย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

5. การใช้ยาก่อนการตรวจรักษา การให้ยาระงับประสาท ก่อนจะทำการตรวจรักษา จะช่วยทำให้ผู้ป่วยลดความวิตกกังวลหรือกลัวลงได้

วิธีปฏิบัติหลังการตรวจรักษาทางรังสีร่วมรักษาที่เกี่ยวกับหลอดโลหิต (Vascular Interventional Radiology)

1. นอนนิ่ง ห้ามลุกนาน 8 ชั่วโมง ให้ขาหรือแขนข้างนั้นเหยียดตรงห้ามขยับเขยื้อนมาก
2. ตรวจ vital signs และตำแหน่งที่อาจมีเลือดออกที่ขาหนีบ หรือรักแร้ซ้ายทุก 15 นาที นาน 2 ชั่วโมง และทุก 20 นาที นาน 2 ชั่วโมง
3. ตรวจและรายงานการเปลี่ยนแปลงของสีของผิวหนัง, อุณหภูมิ และชีพจรส่วนปลายของขาหรือแขนข้างที่ทำการใส่หลอดสวนทุก 30 นาที นาน 4 ชั่วโมง
4. ใช้นิ้วมือกดให้แน่นบนหลอดเลือดตรงตำแหน่งที่ใส่หลอดสวน ถ้าพบว่ามีเลือดออกและให้รีบตามแพทย์เวรทันที
5. รายงานแพทย์ทันทีเมื่อผู้ป่วยกลับถึงวอร์ด
6. ทำตามคำสั่งเดิ่มที่ได้สั่งไว้แล้ว
7. เอาผ้าปิดปากแผลออกจากขาหรือแขนข้างนั้น หลังจาก 12 ชั่วโมง และทำแผลแบบ dry dressing จนกว่าแผลจะหาย

วิธีปฏิบัติภายหลังการใส่ท่อระบายด้วยวิธีทางรังสีร่วมรักษา
(Non-Vascular Interventional Radiology)

1. ทำความสะอาดบริเวณแผลทุกวัน หรือวันเว้นวันด้วย sterile technique แล้วปิดบริเวณแผลด้วยผ้าชุบยาปฏิชีวนะ แล้วปิดตามด้วย Y-gauze
2. ปิดท่อระบายให้แนบแน่นกับลำตัวด้วยเทปกาว ควรใช้ sterile gauze พับรองท่อระบายตรงส่วนที่ออกจากผิวหนังเป็นแนวโค้ง เพื่อกันท่อระบายหักพับ และตรงข้อต่อท่อระบาย ควรหุ้มด้วย sterile gauze อีกครั้งหนึ่งแล้วปิดเทปกาวกับลำตัว 2-3 แห่ง กันท่อระบายหลุด
3. ต่อปลายท่อระบายด้วยสายของเซทให้น้ำเกลือ ซึ่ง sterile แล้วต่อลงขว sterile หรือ urine bag แล้วบันทึกจำนวนน้ำที่ออกทางท่อระบายทุกวัน ท่อระบายส่วนใหญ่ที่ใช้จะมีขนาด 6.3-8.5 F ถ้าเป็นการระบายน้ำดี (Percutaneous transhepatic biliary drainage-PTBD) ปริมาณน้ำดีต่อวันจะอยู่ระหว่าง 100-200 ซีซี. หรือมากกว่า และถ้าเป็นการระบายน้ำปัสสาวะจากไต (Percutaneous nephropyelostomy-PCN) ปริมาณน้ำปัสสาวะต่อวันจะอยู่ระหว่าง 500-1000 ซีซี. ถ้าปริมาณเริ่มน้อยลง ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทางรังสีร่วมรักษา ทันที เพื่อหาสาเหตุและรีบแก้ไข เพราะอาจเกิดจากท่อระบายหลุดออกจากที่ ท่อระบายหักพับ ท่อระบายอุดตัน หรือตับหรือไต เสื่อมสภาพลงด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ฯลฯ
4. ถ้ามีไข้ขึ้น มีเจ็บปวดบริเวณที่ใส่ท่อระบาย หรือมีการอักเสบเกิดขึ้นบริเวณรอบ ๆ ท่อระบาย ต้องรีบตรวจหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ และรีบให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมโดยด่วน เพราะการอักเสบติดเชื้ออาจจะรุนแรงจนถึงทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้



REFERENCES

1. Vaeusorn, N., Hemmingsson, A., and Nordmark, J. : Percutaneous embolization for immediate control of hemorrhage in advanced renal cell carcinoma. Siriraj Hospital. Gaz. 29 : 796, 1977.
2. Seldinger, S.I. : Catheter replacement of needle in percutaneous arteriography. Acta Radiologica. 39 : 368, 1953.
3. รัศมี วรรณิสสร, ยุวดี พิทักษ์จำนงค์, จรัญ บุญประสาน และคณะ : การรักษาภาวะตาปูดเนื่องจากคาโรติค คาเวอร์นีส ฟิสตุลา : จ.พ.ส.ท. 5 : 317 , 2511.
4. Osterman, F.A., Bell, W.R., Montali, R.J., et al : Natural history of autologous blood clot embolization in swine. Invest Radiol. 2 : 267, 1976.
5. Rizk, G.K., Atallah, N.K., and Bridi, G.I. : Renal arteriovenous fistula treated by catheterization. Br. J. Radiol. 46 : 222, 1973.
6. Barth, K.H., Strandberg, J.D., and White, R.I., Jr. : Long term follow-up of transcatheter embolization with autologous clot, Oxycel and Gelfoam in domestic swine. Invest Radiol. 12 : 3, 1977.
7. Castaneda-Zuniga, W.R., Sanchez, R., Amplatz, K. : Experimental observations on short and long-term effests of arterial occlusion with lvalon. Radiology 126 : 783, 1978.
8. Vaeusorn N., Vanapruks, S., Viranuvatti, J., et al. : The important role of surgical sutures in Interventional Radiology in Thailand. The Thai J. Radiol. 22 : 1, 1985.
9. Vaeusorn N., Viranuvtti, J., Singchoovong, L. : Post-biopsy hematuria successfully treated by selective transcatheter epinephrine injection, Br. J. Radiol. 54 : 425, 1981.
10. Eurvilaichit, C. : The roles of lipiodol for chemo-embolization of hepatic concer. 5th
Congress Asean Association of Radiology, Bangkok, Thailand, November 16-18, 1968.
11. นรา แววศร. รังสีร่วมรักษา (Interventional Radiology). กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์, 2530.