| รังสีร่วมรักษา วิชารังสีร่วมรักษา ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในประเทศไทยเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2520 โดยมีรายงานแรก ที่กล่าวถึงความสำเร็จ ในการควบคุมการตกเลือด จากมะเร็งระยะลุกลามมากของไตโดยการฉีด Gelfoam ชิ้นเล็ก ๆ ผ่านทางหลอดสวนเข้าไปอุดกั้นหลอดเลือดของก้อนมะเร็ง การรักษาทั้งหมด ทำโดยรังสีแพทย์ ที่ผ่านการฝึกฝนทางด้านการตรวจหลอดโลหิตทางรังสี และสามารถใส่หลอดสวนผ่านเข้าสู่หลอดโลหิตได้โดยไม่ต้องผ่าตัด (ตามวิธีของ Seldinger) และ สามารถใส่หลอดสวนให้เลี้ยวไปสู่หลอดเลือดของอวัยวะต่าง ๆ ได้ตามต้องการโดยอาศัยลวดนำ (guide wire) ช่วยนำทางและอาศัยจอเรืองแสงเอกซเรย์ (Flouroscopic screen) ช่วยตรวจตำแหน่งทิศทางที่ถูกต้อง
ความจริงก่อนหน้านี้ประมาณปี พ.ศ. 2511 ได้มีรายงานซึ่งเข้าใจว่าเป็นรายงานแรกในวารสารการแพทย์ไทยกล่าวถึงการรักษา
Carotid cavernous fistula โดยการใช้ชิ้นกล้ามเนื้อสอดผ่านเข้า Carotid
artery โดยใช้วิธีการผ่าตัดที่บริเวณลำคอ แล้วเปิด Carotid artery ออก
ตัดกล้ามเนื้อของผู้ป่วยเอง (Sterno-mastoid muscl) ให้มีขนาดพอที่จะใส่เข้าไปในหลอดเลือดได้
ใช้ Silver clip จับแน่นเพื่อเป็นที่หมายในการตรวจหาตำแหน่งในภายหลัง แล้วสอดเข้าในหลอดเลือด
Carotid ตรงรอยที่ผ่าไว้ ใส่สายยางดันเข้าไปตามรูของหลอดเลือดแล้วใช้นิ้วมือกดรีดช่วยส่งขึ้นไปตามหลอดเลือดอีกทีหนึ่งแล้วจึงเย็บแผลปิด
ผู้รายงานเป็นประสาทศัลยแพทย์ซึ่งกล่าวว่าได้รับผลสำเร็จในการรักษาโรค
Carotid cavermous fistula ในผู้ป่วย 4 ราย
ในจำพวกสารที่ใช้อุดกั้นหลอดเลือดเหล่านี้ Gelfoam เป็นสารที่มีผู้นิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด
เนื่องจากเป็น Gelatin ที่บริสุทธิ์ไม่ทำให้เกิดพิษ หรือกระตุ้น ระบบอิมมูนของร่างกาย
สามารถตัดเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้ตามต้องการ และมีขายในท้องตลาดชนิดเป็นผงละเอียดด้วย
เมื่อถูกน้ำจะอ่อน ตัวนิ่มสามารถ ฉีดเข้าไปตามหลอดสวนหลอดโลหิตได้ง่าย
ตัวของมันเองจะอุดกั้นหลอดเลือดและทำให้เกิดลิ่มเลือดจับตัวตามมาภายหลัง
Gelfoam จะสลายไปเองหมดภายใน 7-12 วัน แต่ลิ่มเลือดที่จับอยู่ในบริเวณนั้นอาจจะยังพบต่อมาได้อีกถึง
4 เดือน การตรวจชิ้นเนื้อบริเวณที่ถูกอุดกั้นด้วย Gelfoam จะพบ acute mecrotizing
arteritis ตลอดความหนาทุกชั้นของหลอดเลือด ข้อดีของ Gelfoam ก็คือ ภายหลังเมื่อมันสลายตัวหมดไปแล้ว
อวัยะบริเวณนั้นยังอาจได้รับเลือดมาเลี้ยงได้อีก ดังนั้น Gleam จึงเหมาะที่จะใช้อุดกั้นหลอดเลือดชนิดที่ไม่ต้องการให้มีการอุดกั้นอย่างถาวร
เช่น ในการตกเลือดที่เกิดจากบาดแผลต่าง ๆ หรือการตกเลือดภายหลังผ่าตัด
ฯลฯ เมื่อใช้ในขนาดพอเหมาะ แต่ถ้าใช้ Gleam ในขนาดที่มากเกินพอดีก็อาจเกิดการอุดกั้นเป็นบริเวณกว้าง
เกิดการตายเน่าของอวัยวะปลายทางได้ PHARMACOANGIOTHERPY : เป็นการฉีดยาบางอย่างผ่านทางหลอดสวนเข้าไปขยาย หรือทำให้หลอดเลือดบีบตัว เพื่อประโยชน์ในการรักษาหรือช่วยในการวินิจฉัยโรค ตัวอย่างเช่น การฉีด Adrenaline ขนาดประมาณ 20-40 microgram ผ่านทางหลอดสวนเข้าไปสู่หลอดเลือดแดงที่ไต เพื่อช่วยระงับการตกเลือดที่เกิดจากการเจาะตัดชิ้นเนื้อของไตเพื่อการวินิฉัยโรค CHEMO-EMBOLIZATION OF MALIGNANT TUMOR : เป็นการฉีดสารเคมีบำบัดผ่านทางหลอดสวนหลอดโลหิตเข้าไปสู่ก้อนมะเร็งที่อยู่ในอวัยวะลึก ๆ ในร่างกายที่ไม่สามารถผ่าตัดรักษาได้ (Chemo-infusion) แล้วจึงฉีดสารอุดกั้นหลอดโลหิตตามเข้าไปเพื่ออุดกั้นไม่ให้ก้อนมะเร็งได้รับเลือดไปเลี้ยงอีก (Embolization) ประโยชน์ที่ได้มี 2 ทางพร้อม ๆ กันคือ ก้อนมะเร็งถูกทำลายโดยสารเคมีบำบัดก่อน และไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกเพราะขาด Blood supply วิธีนี้กำลังใช้กันแพร่หลายในการรักษามะเร็งของตัว โดยมีวิธีการที่เรียกว่า Transcatheter Oil Chemo-Embolization (TOCE) TRANSCATHETER RETRIEVAL, TRANSCATHETER EXTRACTION, TRANSCATHER-TER BIOPSY : เป็นการผ่านเครื่องมือเล็ก ๆ ที่ออกแบบเป็นพิเศษเข้าไปตามหลอดสวน เพื่อล้วงจับวัตถุแปลกปลอมที่ตกค้างอยู่ในหลอดเลือด (เช่น เศษหลอดสวนหลอดโลหิตที่ขาดค้างอยู่ในหลอดเลือด) หรือใช้เจาะตัดชิ้นเนื้อของอวัยวะที่อยู่ลึก ๆ เพื่อการวินิจฉัยโรค (เช่น การทำ Myocardial biopsy etc.) EXPANDABLE METALLIC STENT : การใช้ท่อถ่างขยาย (Stent) เข้าไปช่วยเชื่อมต่อ เหรือขยายอวัยวะภายในโดยไม่ต้องผ่าตัด หรอใช้เพียงการผ่าตัดเล็กโดยใช้ยาชาเฉพาะที่ นับเป็นความก้าวหน้าอย่างสำคัญยิ่งอันหนึ่งของรังสีร่วมรักษา ตัวอย่างเช่น การใส่ Stent เข้าไปเชื่อมต่อหลอดเลือดดำปอร์ตัล และเฮปาติคในตับ เพื่อช่วยความดันเลือดดำของระบบปอร์ตัล (Porto-systemic shunt) หรือการใส่ Aortic stent graft เข้าไปรักษา Aneurysm ขนาดใหญ่ของเอออร์ตาในช่องท้องโดยใส่ผ่านหลอดเลือดแดงฟีมอรัล ฯลฯ เป็นต้น
การรักษาทางรังสีร่วมรักษายังสามารถทำได้ในอวัยวะอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลอดโลหิตได้อีก
(Non-vascular Intervention Radiology) เช่น การระบายน้ำดีออกจากตับผ่านทางผิดหนัง
การระบายน้ำปัสสาวะออกจากไต การระบายหนองออกจากช่องท้อง หรืออวัยวะที่อยู่ลึก
ๆ ในร่างกายเช่น ไต ตับ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก
และไม่อยู่ในสภาวะที่จะรับกานผ่าตัดได้ แต่วิธีทางรังสีร่วมรักษา สามารถทำได
้โดยอาศัยเพียงการฉีดยาชาเฉพาะที่เท่านั้น จะเห็นได้ว่างาน รังสีร่วมรักษา (Interventional Radiology) เป็นงานค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย มีต้นกำเนิดมาจากรังสีแพทย์ทางด้านรังสีวินิจฉัยผู้ซึ่งได้รับการอบรมมาเป็นพิเศษ เกี่ยวกับงาน Catheterization technique เป็นงานที่นำไปประยุกต์ใช้ได้กับโรคของอวัยวะเกือบทุกระบบ ใช้ได้ทั้งในแง่ช่วยบำบัดรักษาเฉียบพลัน เช่น ในเรื่องของ Embolotherapy เพื่อระงับการตกเลือดในเกือบทุกสถานการณ์ ฯลฯ หรือใช้ในสถานการณ์อื่นที่วิธีการอื่นไม่สามารถช่วยเหลือได้แล้ว เช่น การรักษามะเร็งตับ ในระยะที่ผ่าตัดรักษาไม่ได้แล้ว ฯลฯ วิธีการต่าง ๆ และเครื่องมือที่ใช้ในงานน ี้มีการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก ในแต่ละปี ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่คณะผู้บริหารของวงการแพทย์ จะต้องให้ความสนใจ และตระเตรียมกำลังเงิน บุคลากร และสถานที่ไว้เพื่อสนับสนุนให้มีการฝึกอบรม และมีหน่วยงาน เฉพาะวิชาด้านนี้ขึ้นโดยเร็วในทุกสถาบันที่มีการฝึกอบรมแพทย์ เพื่อที่จะทำให้วิชาการแพทย์ไทย ได้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศ การเตรียมผู้ป่วยเพื่อรับการตรวจรักษา 1. ผู้ป่วยจะต้องไม่แพ้สารไอโอดีน เพราะจะต้องมีการฉีดสารทึบรังสี (ซึ่งมีไอโอดีนเป็นองค์ประกอบ) เป็นระยะ ๆ ผู้ป่วยที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ หอบหืด หรือ angioneurotic edema ถึงแม้จะไม่เคยแพ้สารไอโอดีนหรืออาหารทะเลก็ตาม ก็ต้องระมัดระวังคอยสังเกตอาหารให้ดี เพราะอาจเกิดอาการแพ้สารทึบรังสีได้ ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้สารไอโอดีนไม่ควรเสี่ยงทำการตรวจหรือรักษาด้วยวิธีนี้ 2. ควรอธิบายให้ผู้ป่วยทราบคร่าว ๆ ถึงวีธีการเพื่อผู้ป่วยจะได้ไม่ตกใจกลัว และให้ความร่วมมือขณะตรวจ ฯ เช่น อธิบายว่า การตรวจรักษาจะต้องกระทำในห้องเอกซเรย์ รังสีแพทย์ผู้ทำและผู้ช่วยจะใส่หลอดสวนอันเล็ก ๆ เข้าในหลอดเลือดที่ขาหนีบ หรือบริเวณรักแร้โดยฉีดยาชาเฉพาะที่ให้ และใช้วิธีพิเศษโดยไม่ต้องผ่าตัด ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด รังสีแพทย์ และตัวผู้ป่วยเอง สามารถมองเห็นหลอดสวน เคลื่อนไปตามหลอดโลหิต ได้ทางจอทีวี ที่รับสัญญาณมาจากเครื่องเอกซเรย์ เมื่อหลอดสวนเคลื่อนไปถึงจุดที่ต้องการแล้ว แพทย์ก็จะฉีดยาหรือสารทึบรังสีหรือสารที่ใช้ในการรักษาเข้าไปสู่อวัยวะนั้น ๆ แพทย์อาจจะบอกให้หยุดหายใจเป็นระยะสั้น ๆ เมื่อต้องการจะถ่ายภาพรังสีไว้เป็นหลักฐาน อาจมีความรู้สึกร้อน หรือปวดตรงบริเวณที่ฉีดบ้าง และอาการปวดจะหายไปได้เอง แต่ในรายที่ทำการอุดตันหลอดโลหิตอาการปวดอาจจะคงอยู่นาน 4-5 วัน แต่จะสามารถช่วยเหลือได้โดยการใช้ยาระงับปวด การตรวจจะต้องทำด้วยความระมัดระวังไม่ให้มีการติดเชื้อเกิดขึ้น จึงต้องทำความสะอาดบริเวณที่จะใส่หลอดสวนมาอย่างดี แพทย์ผู้ทำการตรวจฯ และผู้ช่วยจะต้องสวมชุดปราศจากเชื้อ ใส่ถุงมือ สวมหมวก และผูกผ้าปิดปากและจมูกแบบเดียวกับห้องผ่าตัด ขณะที่แพทย์ถ่ายภาพรังส ีอาจมีเสียงดังมาจากเครื่องเอกซเรย์ และเครื่องเปลี่ยนฟิล์มที่อยู่ใต้เตียงเอกซเรย์บ้างเป็นระยะ ๆ เมื่อตรวจเสร็จแล้ว แพทย์จะดึงหลอดสวนออก และใช้มือกดตรงบริเวณนั้นอยู่สักครู่หนึ่งเพื่อให้เลือดหยุด ผู้ป่วยเองต้องนอนนิ่ง ๆ และพยายามอย่างเคลื่อนไหวแขนหรือขาข้างนั้นประมาณ 6-12 ชั่วโมง ภายหลังจากตรวจ (นอกจากจะมีการสั่งเปลี่ยนอย่างอื่น) ภายหลังจากการตรวจผู้ป่วยกินอาหารและน้ำได้ตามปกติ ทันทีถ้าไม่มีการคลื่นไส้อาเจียน ส่วนแผลนั้นพยาบาลจะเปิดผ้าปิดแผลออกในวันรุ่งขึ้น และ จะทำแผลแบบธรรมดา ต่อไปอีก 4-5 วัน ก็จะหายเป็นปกติ ผู้ป่วยบางคน อาจจะถามถึงความยาวนาน และอันตรายจากการตรวจรักษาแบบน ี้ซึ่งเราควรจะอธิบายให้ฟังว่า การตรวจรักษาที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดโดยวิธีใด ๆ ก็ตามอาจเกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ แต่ปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์เหล่าน ี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยและไม่พบทุกคน แพทย์ที่ทำงานด้านนี้ จะมีการเตรียมการเพื่อช่วยเหลือ เมื่อมีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ เกิดขึ้นอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรกลัวหรือวิตกใด ๆ การตรวจอาจกินเวลานาน ตั้งแต่ 1-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของโรค และอวัยวะที่ใสหลอดสวน ฯลฯ สำหรับรังสีเอกซเรย์ ที่ผู้ป่วยจะได้รับระหว่างการตรวจนั้น มีน้อยมาก ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องป้องกันใด ๆ และแพทย์ผู้ตรวจมีวิธีที่จะลดขนาดของรังสีให้น้อยลงเท่าที่จำเป็นต้องใช้ ทำให้ปริมาณที่ผู้ป่วยแต่ละคน ได้รับจากการตรวจแต่ละครั้งจะไม่ทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วย แพทย์และผู้ช่วยแพทย์ในห้องตรวจจำเป็นจะต้องใส่เสื้อตะกั่วป้องกันรังสี เพราะต้องทำงานอย่างนี้ตลอดวัน และทุกวันเป็นประจำ 3. เมื่อผู้ป่วยรับทราบวิธีการฯ ที่กล่าวมาแล้ว และยินดีรับการตรวจฯ โดยวิธีนี้แล้วควรให้ผู้ป่วยเซ็นชื่อยินยอมรับการรักษาฯ ไว้เป็นหลักฐานด้วย 4. ผู้ป่วยควรงดอาหารหนักอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ก่อนการตรวจฯ ถ้าผู้ป่วยจะตรวจในตอนเช้าให้งดอาหารหลังเที่ยงคืนในคืนก่อนจะตรวจ ในสถาบันบางแห่งนิยมให้รับประทานน้ำให้เพียงพอก่อนการตรวจฯ เพราะการตรวจรักษาแต่ละครั้งมักจะต้องใช้สารทึบรังสีเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะมาก (จาก osmotic diuresis) น้ำที่รับประทานไว้ก่อนจะช่วยป้องกันภาวะการขรดน้ำของร่างกายได้ ในผู้ป่วยที่มีโรคไตก่อนแล้ว หรือมีภาวะการขาดน้ำอยู่แล้ว จำเป็นจะต้องให้รับประทานน้ำให้เพียงพอก่อน และอาจจะต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดในระหว่างหรือหลังจากการตรวจรักษาแล้วด้วย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ 5. การใช้ยาก่อนการตรวจรักษา การให้ยาระงับประสาท ก่อนจะทำการตรวจรักษา จะช่วยทำให้ผู้ป่วยลดความวิตกกังวลหรือกลัวลงได้ วิธีปฏิบัติหลังการตรวจรักษาทางรังสีร่วมรักษาที่เกี่ยวกับหลอดโลหิต (Vascular Interventional Radiology)
1. นอนนิ่ง ห้ามลุกนาน 8 ชั่วโมง ให้ขาหรือแขนข้างนั้นเหยียดตรงห้ามขยับเขยื้อนมาก วิธีปฏิบัติภายหลังการใส่ท่อระบายด้วยวิธีทางรังสีร่วมรักษา
1. ทำความสะอาดบริเวณแผลทุกวัน หรือวันเว้นวันด้วย sterile technique แล้วปิดบริเวณแผลด้วยผ้าชุบยาปฏิชีวนะ
แล้วปิดตามด้วย Y-gauze
|