การนำเสนอผลงานวิชาการรังสีการแพทย์
ชัชวาล อภัยพลชาญ
คำนำ
ยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ที่ทุกคนต้องเผชิญกับกระแสแห่งความทันสมัยของข้อมูลข่าวสาร
จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่บุคลากรรังสีการแพทย์จะต้องพัฒนาตนเอง ให้มีความรู้
ความสามารถในการสร้างผลงานวิชาการ อันจะก่อนให้เกิดการพัฒนางานในวิชาชีพรังสีการแพทย์
และตนเองให้มีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานยิ่ง ๆ ขึ้นไป การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้
บุคลากรรังสีการแพทย์จำเป็นต้องรู้ถึงหลักการและแนวทางปฏิบัติสำหรับการทำผลงานวิชาการได้อย่างเหมาะสม
มีคุณภาพและได้มาตรฐาน แต่จากการสำรวจผลงานวิชาการ ด้านรังสีการแพทย์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
พบว่าปริมาณผลงานทางวิชาการทีผลิต และเผยแพร่ออกมาโดยบุคลากรรังสีการแพทย์
ยังมีจำนวนไม่มากนัก ทั้งยังด้วยในคุณภาพ และมาตรฐาน
จากการวิเคราะห์และประเมินผล ถึงปัญหาดังกล่าว พบว่าบุคลากรรังสีการแพทย์ส่วนใหญ่
ยังไม่รู้หรือเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบ และมาตรฐานของผลงานทางวิชาการกันอย่างถ่องแท้
ซึ่งเป็นปัญหาแบบเดียวกันที่พบในบุคลากรการแพทย์ และสาธารณสุขที่มิได้เกี่ยวกับการเรียนการสอน
หรืออยู่ตำแหน่งของนักวิชาการ ผู้บรรยายก็เป็นบุคลากรรังสีการแพทย์คนหนึ่งที่บังเอิญมีหน้าที่ด้านการสอน
ที่ต้องมีหน้าที่ทำผลงานวิชาการเป็นประจำจึงพอมีประสบการณ์เกี่ยวกับผลงานวิชาการอยู่บ้าง
จึงเห็นว่าน่าจะนำเรื่อง การนำเสนอผลงานวิขาการรังสีการแพทย์ มาเผยแพร่
ให้ผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการรังสีการแทพย์ได้ทราบเพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำผลงานทางวิชาการรังสีการแพทย์ต่อไปในอนาคต
- หนังสือ การทำผลงานวิชาการสาธารณสุขเพื่อก้าวสู่ตำแหน่งทางวิชาการ
โดย ศาสตราจารย์ ดร.เวคิน นพนิตย์ พิมพ์โดย The Professional Associates
of Thailand
- หนังสือ คู่มือการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ โดย กองการเจ้าหน้าที่สำนักงาน
อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- หนังสือ คู่มือการเตรียมบทความและรายงานทางวิทยาศาสตร์โดยสำนักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
ขอขอบคุณ คุณลำเยา เกตุแก้ว ที่ช่วยถ่ายทอดข้อเขียนจากลายมือ เป็นตัวพิมพ์สวยงาม
และขอบคุณคณะกรรมการสมาคมรังสีการแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นอย่างยิ่งที่ให้โอกาสมาเป็นผู้บรรยายในการประชุมวิชาการครั้งนี้
นิยามของคำว่า งานวิชาการ และ ผลงานวิชาการ
ศาสตราจารย์ ดร.เวคิน นพนิตย์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้กำหนดคำนิยามของ งานวิชาการ และ ผลงานวิชาการ ไว้ดังนี้
งานวิชาการ เป็นกิจกรรมที่ใช้ความรู้ ความสามารถในการศึกษาค้นคว้า วิจัย
และถ่ายทอดให้ผลผลิตมีลักษณะเป็นรูปธรรม มีมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมให้องค์การและผู้ผลิตมีความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ
ผลงานวิชาการ คือ ผลิตผลอันเกิดจากการปฏิบัติงานวิชาการ (ของบุคคล หรือ
กลุ่มบุคคล) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบุคคล หรือกลุ่มคนผู้จัดทำผลิตผลวิชาการนั้น
มีความรู้มีความสามารถ มีความชำนาญ มีความคิดริเริ่ม และมีประสิทธิภาพเชิงวิชาการ
ในการศึกษา ค้นคว้าและถ่ายทอด
ลักษณะของผลงานวิชาการ
มีทั้งสิ้น 7 ลักษณะ คือ
1. เอกสารประกอบการสอน (Course outlines)
2. เอกสารคำสอน (Teaching handout)
3. หนังสือ (Book)
4. ตำรา (Textbook)
5. บทความทางวิชาการ (Review article หรือ Review paper)
6. รายงานวิจัย (Research article หรือ Research paper
7. ผลงานวิชาการในลักษณะอื่น
1. เอกสารประกอบการสอน (Course outlines)
หมายถึง เอกสารหรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการสอนวิชาใด วิชาหนึ่ง ที่ได้รับบรรจุไว้ในหลักสูตรการสอนหรือการฝึกอบรมมีลักษณะเป็นเอกสาร
หรืออุปกรณ์ที่อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในเวลาที่ตนสอน ประกอบด้วยแผนการสอน
หัวข้อคำบรรยาย (มีรายละเอียดประกอบพอสมควร) และอาจมีสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้เพิ่มขึ้นอีกได้
เช่น รายชี่อบทความหรือหนังสืออ่านประกอบ บทเรียบเรียง บทคัดย่อเอกสารที่เกี่ยวข้อง
แผนภูมิ (chat) แถบเสียง (tape) แผ่นโปร่งใส ภาพเลื่อน (slide) หรือ วีดีทัศน์
(Videotape) เป็นต้น
2. เอกสารคำสอน (Teaching handout)
หมายถึง เอกสารที่เป็นข้อเขียนในลักษณะคำบรรยายในรายละเอียด สำหรับใช้สอน
วิชาหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตามหลักสูตรการเรียนการสอนในหลักสูตร ของสถาบันการศึกษาประกอบด้วย
คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวที่บรรยาย โดยมีรายละเอียดทางวิชาการ ได้แก่
สาระสำคัญทางวิชาการ ข้อวิจารณ์ และข้อคิดเห็น รวมทั้งคำแนะนำเพื่อให้ผู้เรียน
หรือผู้รับฟังการบรรยายได้รับรู้รับทราบ ตลอดจนการไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ได้แนะนำไว้ในหลักฐานอ้างอิง
เอกสารคำสอนนี้จะจัดพิมพ์เป็นโรเนียวก็ได้ แต่ต้องทำเป็นรูปเล่ม
3. หนังสือ (Book)
หมายถึง เอกสารหรือผลงานทางวิชาการหรือกึ่งวิชาการเรื่องหนึ่งเรื่องใด
โดยเฉพาะแต่ต้องมีการเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ ตีพิมพ์เข้าปกเย็บเล่มเรียบร้อย
มีสารบัญ แบ่งหมวดหมู่ ของเนื้อหาชัดเจน ใช้อักษรตัวพิมพ์ และมีการเผยแพร่
4. ตำรา (Text book)
หมายถึง เอกสารวิชาการชนิดสิ่งพิมพ์ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ
มีรายละเอียดทางวิชาการเฉพาะด้าน และมีความลึกซึ้ง รวมทั้งทันสมัยแะครบถ้วนในเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องของตำราเล่มนั้นทั้งต้องมีสาระวิชาการตรงตามที่ผู้เขียนไว้กำหนดหรือจำกัดไว้
5. บทความทางวิชาการ (Review article or Review paper)
หมายถึง เอกสารทางวิชาการอันเป็นผลงานที่ได้มาจากการเรียบเรียงสาระวิชาการจากการอ่าน
วิเคราะห์ผลงานทั้งจากของตนเองและของผู้อื่น รวมทั้งแสดงความคิดเห็นและข้อวิจารณ์ให้ลำดับเป็นความเรียงหรือข้อเขียนทางวิชาการ
บทความทาวิชาการมีหลายประเภท เช่น บทความวิชาการทั่วไป (General article)
หรือบทความปริทัศน์ (Review artiole หรือ Review paper) ซึ่งอาจรวมทั้งบทบรรณาธิการ
(Editiorial) ที่เป็นข้อเขียนทางวิชาการ รวมทั้งบทฟื้นฟูวิชาการ
6. รายงายวิจัย (Research article หรือ Research paper)
หมายถึง เอกสารเสนอทางวิทยาศาสตร์ (Scientific paper) ที่แท้จริงอันเป็นผลจากการศึกษา
ค้นคว้า อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความรู้ใหม่หรือยืนยันความรู้เดิม
โดยใช้วิธีการตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผลงานวิจัยมีลักษณะเป็นรายงานตามรูปแบบมาตรฐานสากล
เช่น มีการตั้งสมมุติฐาน หรือมีการกำหนดปัญหาที่ชัดเจนสมเหตุผล โดยจะต้องระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนแน่นอน
มีการรวบรวมข้อมูล พิจารณาวิเคราะห์ตีความและสรุปผลการวิจัยที่สามารถให้คำตอบ
หรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้
7. ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น
หมายถึง ผลงานทางวิชาการที่มิได้จัดไว้ในผลงาน 6 ลักษณะที่กล่าวมาแล้ว
โดยปกติ หมายถึง
- สิ่งประดิษฐ์ หรืองานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าทางวิชาการ
- ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อการประยุกต์ ใช้เพื่อการพัฒนาวิชาการแก่ชุมชน
สังคมหรือสถาบัน
ได้แก่
ภาพยนตร์
แถบเสียง
วีดิทัศน์
งานแปลบทความทางวิชาการจาก
- ภาษาไทย เป็น ภาษาต่างประเทศ หรือ
- ภาษาต่างประเทศ เป็น ภาษไทย ฯลฯ
คุณค่าทางวิชาการและการตีพิมพ์เผยแพร่
ผลงานวิชาการทั้ง 7 ลักษณะ มีคุณค่าทางวิชาการมากน้อยต่างกัน คือ
ตำราทางวิชาการมักได้รับการพิจารณาให้น้ำหนักคุณค่าทางวิชาการเป็นอันดับที่
1
หนังสือวิชาการ บทความทางวิชาการ และรายงานวิจัย รวมทั้งผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น
จะมีน้ำหนักคุณค่า และความสำคัญรองมาจากตำรา
ส่วนเอกสารคำสอนและเอกสารประกอบการสอนมีความสำคัญเป็นอันดับสอง
ผลงานทางวิชาการดังกล่าวจะต้องได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ ดังนี้
1. เอกสารประกอบการสอน เอกสารคำสอนจะตีพิมพ์หรือพิมพ์เป็นโรเนียวได้ สำหรับหนังสือและตำราจะต้องพิมพ์เป็นรูปเล่ม
และเผยแพร่อย่างกว้างขวางในวงวิชาการ
2. ผลงานวิจัยหรือบทความทางวิชาการจะต้องลงพิมพ์ในวารสารทางวิชาการในสาขาวิชาชีพที่เผยแพร่
โดยสม่ำเสมอหรือในหนังสือรวมบทความทางวิชาการโดยการนำเสนอต่อที่ประชุมสัมมนาก็ได้
บุคลากรรังสีการแพทย์ควรทำผลงานทางวิชาการในลักษณะใด ?
ตามความคิดเห็นของผู้บรรยาย บุคลากรรังสีการแพทย์ทั้วไปน่าจะพิจารณาจัดทำผลงานทางวิชาการรังสีการแพทย์ได้ใน
4 ลักษณะ คือ
1. บทความวิชาการ
2. รายงายวิจัย
3. หนังสือคู่มือ (Manual หรือ Instrucion manual)
4. ผลงานวิชาการในลักษณะอื่น
ส่วนบุคลากรรังสีการแพทย์ที่มีหน้าที่ช่วยทางวิชาการ เช่น ช่วยสอนหรือสอนนักศึกษารังสีการแพทย์
หรือนักศึกษาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาจจะทำผลงานเพิ่มในลักษณะอื่นได้อีก
เช่น เอกสารประกอบคำสอน เอกสารคำสอน หนังสือ หรือตำรา เป็นต้น
บทความวิชาการและรายงานวิจัยเป็นงานทางวิชาการที่ผู้บรรยาย คิดว่าบุคลากรรังสีการแพทย์น่าจะพิจารณาจัดทำได้โดยไม่ยากนัก
ทั้งนี้เพราะสามารถค้นคว้าหาข้อมูลรายละเอียด รวมทั้งประมวลข้อมูลต่าง
ๆ จาการปฏิบัติงานประจำได้โดยสะดวก และบทความทางวิชาการโดยเฉพาะอยู่ในลักษณะของบทปริทัศน์หรือฟื้นฟูวิชาการ
(Review articles) และรายงานวิจัยมักมีน้ำหนักในคุณค่า เพื่อประกอบการประเมินเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น
แต่ผลงานทั้ง 2 ลักษณะนี้จะต้องได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ ปรากฏในเอกสารวิชาการประเภทสิ่งพิมพ์
ปฐมภูมิ (Primary publication) ซึ่งเป็นวาระสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งมีมาตรฐานและแพร่หลายอย่างกว้างขวาง เช่น วารสารรังสีเทคนิค รังสีวิทยาสาร
The Adean Journal of Radiology ฯลฯ
ตัวอย่างบทความวิชาการรังสีเทคนิค หรือรังสีการแพทย์ที่ตีพิมพ์ในวารสารรังสีเทคนิค
เช่น
- วิวัฒนาการของการบันทึกภาพการตรวจสวนภายในหัวใจ และหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ
โดย ศิริลักษณ์ สุริยะบรรเทิง
- คอมพิวเตดเรดิโอกราฟฟิ วิทยาการล่าสุดในการถ่ายภาพรังสีเอกซ์ โดย ศิริพรรณ
ฉันประเสริฐ และสละ อุบลฉาย ฯลฯ
ตัวอย่างรายงานการวิจัย
- เครื่องมืออย่างง่าย สำหรับวัดความหนาครึ่งค่าของเอกซเรย์ ที่ใช้ในงานรังสีวินิจฉัย
โดย
ชวลิต วงษ์เอก
- การพัฒนาระบบงานเวชสารสนเทศทางรังสีวินิจฉัย สำหรับโรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป
ประสบการณ์ 4 ปี ในโรงพยาบาลพุทธบาทสระบุรี โดย ธงชัย ชนะรัตน์ ฯลฯ
สำหรับคู่มือ นั้นเป็นงานวิชาการในลักษณะหนังสือวิชาการที่บุคลากรรังสีการแพทย์
สามารถทำได้โดยง่ายดายเพียงแต่รวบรวมเรียบเรียงสาระทางวิชาการมาลำดับเป็นข้อเขียน
เพื่อช่วยให้ผู้อ่านนำไปปฏิบัติตามได้สะดวก ผลงานในลักษณะนี้มีประโยชน์มากสำหรับการพัฒนางานวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุข
ซึ่งรวมถึงรังสีการแพทย์ เพราะจะช่วยลดภาระในการถ่ายทอดโดยตรงจากผู้สอน
ผู้ให้คำแนะนำ หรือผู้นิเทศในด้านเวลาอย่างมาก หากมีคู่มือที่ดีมีคุณภาพ
อ่านแล้วเข้าใจง่ายและปฏิบัติตามที่ได้อธิบายไว้ในหนังสือ เป็นลำดับก็จะสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง
ตัวอย่างหนังสือคู่มือทางรังสีการแพทย์ ที่บุคลากรรังสีการแพทย์น่าจะทำได้
- คู่มือการใช้เครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปี
- คู่มือการบำรุงรักษาเครื่องเอกซเรย์
- คู่มือบำรุงรักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์ประกอบการเอกซเรย์
- คู่มือการล้างฟิล์มเอกซเรย์ให้ได้มาตรฐาน
- คู่มือควบคุมคุณภาพของภาพรังสี
- คือมือการป้องกันอันตรายจากรังสีในงาน
- รังสีวินิจฉัย
- รังสีวิทยา
- เวชศาสตร์นิวเคลียร์
- คู่มือการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
รูปแบบและโครงสร้างของหนังสือคู่มือ ควรมีลำดับดังนี้
- ชื่อเรื่อง
- คำนำ
- สารบัญ
(สาระเนื้อเรื่องประกอบด้วย)
- บทนำ
- วัตถุประสงค์
- ขอบเขตและเป้าหมาย
- หลักการและหรือ ทฤษฎี (อาจมีภาพประกอบ)
- กระบวนการและหรือวิธีการ (อาจมีภาพประกอบ)
- ข้อควรปฏิบัติ/คำแนะนำ/ คำเตือน หรือข้อพึงระวัง
- เอกสารอ้างอิง/ หนังสือแนะนำเพื่ออ่านเพิ่มเติม
ผลงานวิชาการในลักษณะอื่นที่ได้กล่าวมาแล้ว บุคลากรรังสีเทคนิคก็สามารถจะทำได้ด้วยตนเองหรือร่วมกับบุคลากรสายงานอื่นที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกัน
เช่น รังสีแพทย์ นักฟิสิกส์การแพทย์ เป็นต้น
แนวทางการจัดทำผลงานวิชาการ
ผลงานวิชาการจะสัมฤทธิผลออกมาเป็นรูปธรรมได้ ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนนับตั้งแต่
การคิด การเตรียมการ การฝึกปฏิบัติ การจัดทำ และการเขียนเพื่อนำเสนอหรือเพื่อตีพิมพ์
กระบวนการเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลแท้จริงได้ต้องจัดทำ หลักสูตรฝึกอบรม เพื่อทำหรือเขียนผลงานวิชาการ
โดยเตรียมผลงานวิชาการที่ต้องการจะทำหรือเขียน เพื่อนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการจัดทำ
เขียน เรียบเรียง ปรับปรุง แก้ไข จนได้ผลงานวิชาการที่ได้ตามมาตรฐานตามแบบฉบับของผลงานวิชาการแต่ละชนิด
ตามหลักสากลนิยม
การฝึกอบรมจัดทำผลงานวิชาการที่ได้ผลนั้น ต้องเป็นหลักสูตรเข้มข้นที่เน้นการปฏิบัติที่แท้จริง
และเสริมด้วยหลักการหรือวิธีการที่ได้รับการแนะนำโดยทีมวิทยากร โดยจะต้องมีการประมวลและประเมิน
ข้อมูลขั้นต้นว่าผู้เข้าการอบรมประสงค์จะทำงานวิชาการในลักษณะใด อาทิเช่น
รายงานวิจัย บทความทางวิชาการ เป็นต้น
การฝึกอบรมดังกล่าว จึงต้องจัดหาทีมวิทยากรที่เหมาะสมซึ่งสามารถจัดหาได้จาก
มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
ตัวอย่างหลักสูตรการฝึกอบรมปฏิบัติการ การทำผลงานวิชาการ ด้านการแพทย์
และสาธารณสุขที่
ศาสตราจารย์ ดร.เวคิน นพนิตย์ ได้จัดอบรมขึ้น มีระยะเวลาและแผนกำหนดการรวมทั้งหัวข้อสังเขปสรุปได้คือ
งานวิชาการ เป็นกิจกรรมที่ใช้ความรู้ ความสามารถในการศึกษาค้นคว้า วิจัยและถ่ายทอดให้ผลผลิตมีลักษณะเป็นรูปธรรม
มีมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมให้องค์การและผู้ผลิตมีความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ
จะเห็นได้ว่างานวิชาการกับงานประจำ เกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เพื่อวิเคราะห์องค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบในการประยุกต์วิชาการไปใช้ในการปฏิบัติงานที่รับผิดชอบประจำวันนั้น
ย่อมเป็นที่ปรากฏอย่างแน่ชัดว่า งานประจำและงานวิชาการไม่สามารถแยกออกจากกันได้
โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะการใช้วิชาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น งานการแพทย์
สารธารณสุข รวมทั้งรังสีการแพทย์
คำถาม จะทำผลงานวิชาการในลักษณะของข้อเขียนจากงานประจำนั้น ทำได้อย่างไร
?
คำตอบ สามารถได้โดยนำเอาข้อมูลตัวเลขหรือรายละเอียดต่าง ๆ ที่บันทึกไว้มาประมวล
ประเมิน ตรวจสอบ จำแนกแยกแยะ คำนวณ วิเคราะห์ จัดให้เป็นระเบียบระบบ แล้วถ่ายทอดออกเป็นลำดับ
ข้อคิด ข้อเขียน ก็จะกลายเป็นข้อเขียนทางวิชาการที่อาจเป็นความรู้ใหม่
หรือยืนยันความรู้เดิม แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการใช้วิธีการตามกระบวนวิทยาศาสตร์
หรืออย่างมีเหตุผล ผลงานวิชาการที่สามารถทำได้จึงเป็นการเอาข้อมูล หรือผลจากการทำงานประจำทั้งที่มีอยู่หรือกำลังเก็บอยู่
หรือที่กำลังเก็บใหม่ มาใช้เป็นหลักหรือแก่นของการเขียนในประเด็น หรือเรื่องราวที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจ
แหล่งที่มาของข้อมูลจากงานประจำ
1. ข้อมูลอันเป็นผลมาจากการตรวจ การวินิจฉัยโรค และจากการสังเกตด้านต่าง
2. ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบ เทคนิคหรือวิธีการนำไปสู่การคิดค้น ดัดแปลง
ปรับเปลี่ยนรูปแบบ
และนำมาประยุกต์ใช้ในงานปกติ
3. ข้อมูลด้านวัสดุ อุปกรณ์ทางการแพทย์
4. ข้อมูลที่จัดเก็บจากกรณีตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะพิเศษ ผิดปกติหรือแปลกกว่ากรณีอื่น
5. ข้อมูลอันเป็นผลจากการทำโครงการ หรือผลจากการทำงานประจำในช่วงเวลาที่กำหนด
ระยะที่ 1 การเตรียมการเข้าสู่บทเรียน (2-3 วัน)
- ความสำคัญของผลงานวิชาการ
- การเตรียมตัวเพื่อเขียนรายงาน
- การทบทวนเอกสารอ้างอิง
- คำแนะนำเบื้องต้นในการเขียน
- การกำหนดหัวข้อ/ เรื่องของผลงาน
- มอบหมายงานเขียนเพื่อนำเสนอในระยะที่ 2
ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 จะเว้นช่วงเวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ เพื่อให้ไปเตรียมข้อเขียนฉบับร่างมานำเสนอสำหรับการปฏิบัติการเขียน
ระยะที่ 2 การเรียนรู้ และปฏิบัติการเขียน (5 วัน)
(เช้าบรรยาย/ อภิปราย บ่ายและค่ำ วิจารณ์/ เขียน)
- ชนิด รูปแบบ และหลักการเขียนเอกสารวิชาการ
- องค์ประกอบและรายละเอียดผลงานวิชาการ
- การใช้ภาษา
- หลักการระบาดวิทยา เพื่อการเขียน และการนำเสนอ
- หลักสถิติศาสตร์เพื่อการเขียนและเสนอข้อมูล
- การทำนิพนธ์ต้นฉบับ
- เทคนิคการนำเสนอ
การเขียนผลงานวิชาการจากงานประจำ
การทำผลงานวิชาการประเภทข้อเขียนจากงานประจำนั้น บุคลากรรังสีการแพทย์สามารถทำได้ทุกขณะ
ที่กำลังปฏิบัติงานหรือภาระกิจประจำอยู่ ก่อนอื่นจะอธิบายและให้ความหมายสำคัญ
2 คำ คือ งานประจำและงานวิชาการแล้วจึงแนะนำกระบวนการและวิธีการทำผลงานวิชาการจากงานประจำ
งานประจำ หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายให้บุคคล หรือกลุ่มบุคคลไปปฏิบัติ
เพื่อให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในตำแหน่ง หน้าที่ อำนาจ ความรับผิดชอบและ
วิชาชีพ ของบุคลากรแต่ละคนหรือกลุ่ม อีกทั้งในการปฏิบัติจำต้องใช้ความรู้ทักษะความสามารถและประสบการณ์
ข้อมูลจากการศึกษา ค้นคว้า สำรวจ และวิจัย
ลำดับการทำผลงานวิชาการจากข้อมูลที่ได้มาจากการทำงานประจำ
เอกสารอ้างอิง
1. เวคิน นพนิตย์ : การทำผลงานวิชาการสาธารณสุข เพื่อก้าวสู่ตำแหน่งวิชาการพิมพ์ครั้งที่
1 พิมพ์ที่พิมพ์ดีด กรุงเทพมหานคร 2539
2. ทีมงานบริหารงานบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล
: เข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ พิมพ์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล พฤษภาคม 2539
3. วารสารรังสีเทคนิค : ปีที่ 20 เล่มที่ 1-3 พ.ศ. 2538
4. คณะอนุกรรมการกลุ่มบรรณาธิการวารสารวิทยาศาสตร์ : คู่มือการเตรียมบทความและรายงานทาง
วิทยาศาตร์เพื่อตีพิมพ์ในวารสาร : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติฉบับปรับปรุง
2522