บทนำ
ปัจจุบันมีองค์การอย่างน้อย
5 องค์การที่เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อวิชาชีพรังสีเทคนิค (รวมทั้งวิชาชีพสาขาอื่นๆ)
ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันคือ เพื่อให้เกิด มาตรฐาน
และ คุณภาพ แห่งวิชาชีพ องค์กรเหล่านี้ ได้แก่
- Hospital
Accreditation โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
- มาตรฐาน ISO
- มาตราฐานวิชาชีพ โดยกองประกอบโรคศิลปะ
- ใบประกอบโรคศิลปะ โดยสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
- สิทธิของผู้ป่วยตามรัฐธรรมนูญ
จึงจำเป็นที่นักรังสีเทคนิคจะต้องเร่งปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง
เพื่อให้วิชาชีพรังสีเทคนิคก้าวหน้า ทันสมัยกับยุคสมัยทั้งด้านเทคโนโลยี
และการให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ
การเริ่มต้น
1. ต้องให้ความรู้
ความเข้าใจแก่บุคลากรในองค์กรทุกระดับ ให้รู้ว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไร
อย่างไร และ เมื่อไร ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า มาตราฐานเป็น Dynamic ไม่เคยหยุดนิ่ง
ทั้งนี้เพราะความต้องการของผู้รับบริการมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
2. ต้องให้บุคลากรทุกคนมีส่วนร่วมทั้งในการแสดงความคิดเห็น
และการร่างเอกสาร โดยเริ่มจากระดับล่างสู่ระดับบน ต้อง อดทนและใจเย็น ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดเกิดจากบุคลากรทุกคนที่เป็นผู้ลงมือปฎิบัติ
ส่วนหัวหน้างานหรือผู้บริหารเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบายและพลักดันเท่านั้น
3. ต้องมีการตกลงร่วมกันในข้อปฎิบัติระหว่างกลุ่มงานหรือแผนก
ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เรื่องหนึ่ง เนื่องจากต่างฝ่ายมักจะกลัวการเสียเปรียบหรือเกี่ยงงานกัน
โดยลืมยึดถือ ผู้รับบริการ เป็นสำคัญ
4. มีการกำหนดมาตราฐานของรูปแบบเอกสารที่ใช้
เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง (ตัวอย่างที่ 1 )
5. มีการกำหนดนโยบายควบคุมเอกสารและผู้รับผิดชอบ
โดย
5.1 กำหนดระดับของเอกสาร
(ตัวอย่างที่ 2 ) ได้แก่
- คู่มือคุณภาพ (Quality Manual)
- นโยบายบริหารงานโรงพยาบาล (Hospital Administrative Polocy, HAP)
- นโยบายการปฎิบัติงาน (Standard Operation Policy, SOP)
- ขั้นตอนการปฎิบัติงาน (Standard Operation Procedure, Pro)
- วิธีการปฎิบัติงาน (Work Instructions, WI)
1.2 มีขั้นตอนในการออกเอกสารและการขอแก้ไขเอกสาร
1.3 มีบัญชีแม่บทควบคุมการกระจายเอกสาร
1.4 มีการกำหนดคำ หรือภาษาที่ใช้ให้เหมือนกัน เช่น ใช่คำว่า ผู้ป่วยหรือ
คนไข้ ก็ให้ทุกแผนกเขียนเหมือนกันใช้คำว่า ต้อง มากกว่าคำว่า ควร เพราะมีน้ำหนักในการปฏิบัติไม่เหมือนกัน
ฯลฯ
6. เขียนผังการปฏิบัติงาน
(Flow Chart) แล้วใส่ขั้นตอนการทำงานลงในผังงานนั้น โดยให้คำนึงถึง คำประกาศ
สิทธิของผู้ป่วยตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเริ่มต้นวิธีนี้จะทำให้การเขียนเอกสารมีเนื้อหาครอบคลุมข้อกำหนดขององค์กรต่าง
ๆ ที่ต้องการมาตรวจสอบหน่วยงานเกือบครบถ้วน นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มเติมได้ในอนาคต
(ตัวอย่างที่ 3.1, 3.2 และ 3.3)
หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเอกสาร
HAP and Quality Manual
1. พันธะกิจ
อาจใช้ร่วมกันในกลุ่มงานเดียวกันได้ เช่น ในกลุ่มงานที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย,
กลุ่มงานท่เป็น back office ฯลฯ
2. มี Organization Chart ทั้งขององค์กรและของแผนก แสดงสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน
3. การมอบหมายงาน (Job Description and Job Function) เป็นลายลักษณ์อักษร
4. การจัดอัตรากำลังบุคลากรให้เหมาะสมกับลักษณะและปริมาณงาน (Manpower
and Productivity) (ตัวอย่าง 4.1, 4.2 และ 4.3)
5. การพัฒนาบุคลากร ควรมีตารางการปฐมนิเทศ หรือตารางการอบรมหรือบันทึกการอบรมอย่างสม่ำเสมอ
6. การสื่อสารภายในองค์กร ได้แก่ รายงานการประชุม, หนังสือเวียน, บอร์ดวิชาการ
หรือแจ้งข่าวสาร ฯลฯ
7. การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Quality Improvement CQI)
7.1 มี QC Team หรือ QC Technologist
7.2 มีรายงานการปรับปรุงงาน รวมทั้งรายงานการประชุมของ QC Team
7.3 มีดัชนี้วัดการปรับปรุงคุณภาพ (Improvement Indicator) (ตัวอย่างที่
5)
SOP, Pro and WI
8. นโยบายความปลอดภัยทางรังสี ทั้งต่อผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่ (ตัวอย่างที่
6)
8.1 มีการป้องกันรังสีแก่ผู้รับบริการและผู้เกี่ยวข้อง มีขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเจ้าหน้าที่ตั้งครรภ์
8.2 มีฟิล์มวัดรังสีประจำบุคคล (หาเอกสารอ้างอิงจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีคำแนะนำการใช้
film badge ที่ถูกต้อง มาเป็นเอกสารประกอบคู่มือ)
8.3 มีขั้นอตอนการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางรังสีหรือเมื่อได้รับรังสีเกิน
(หาเอกสารอ้างอิงจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มาเป็นเอกสารประกอบคู่มือ)
9. นโยบายความปลอดภัยจากการใช้สารทึบรังสี
9.1 มีขั้นตอนการดูแลผู้ป่วยฉีดสารทึบรังสี
9.2 มีขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อผู้ป่วยแพ้สารทึบรังสี มีการบันทึกประวัติการแพ้และหน้าซองฟิล์ม
(ตัวอย่างที่ 7.1 และ 7.2)
10. มีประกันคุณภาพเครื่องมือและอุปกรณ์
10.1 มีตารางกำหนดการรวมทั้งเอกสารการควบคุมคุณภาพเครื่องมือ (ตัวอย่างที่
8)
10.2 มีสมุดบันทึกการดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องมือและอุปกรณ์
10.3 แต่งตั้งผู้รับผิดชอบ (QC Technologist) เป็นสิ่งที่มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการปฏิบัติที่ต่อเนื่อง
11 การตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากรังสี รวมทั้งมีบันทึกการตรวจสอบ
12 คู่มือ Routine Procedure ต่าง ๆ โดรังสีแพทย์จะมีส่วนร่วมในการกำหนด
มีประโยชน์สำหรับหน่วยงานที่มี Part time หรือมีการหมุนเวียนพนักงานบ่อย
ๆ
13 การควบคุมผลการปฏิบัติงาน
13.1 การควบคุมคุณภาพฟิล์ม
13.2 การควบคุมข้อมูลบนฟิล์ม โดยมีนโยบายการถ่ายฟิล์มซ้ำ กรณีข้อมูลบนฟิล์มผิด
เช่น ชื่อ หรือ marker ผิด ใครรับผิดชอบในการแก้ไข, แก้อย่างไร และถ้าต้องถ่ายฟิล์มซ้ำ
ต้องมีขั้นตอบอย่างไร (ตัวอย่างที่ 9)
13.3 มีขั้นตอนในการเก็บผลการตรวจ
14 มีมาตรฐานการให้บริการและการดูแลผู้ป่วย ได้แก่การ Identify ผู้ป่วยถูกคน,
มีการเฝ้าระวังผู้ป่วย, กรเคารพสิทธิ์ของผู้ป่วย ฯลฯ (ตัวอย่างที่ 10)
15 มีกระบวนการเก็บรักษาผลและฟิล์มของผู้ป่วย ได้แก่ ขั้นตอนการเก็บรักษา
การให้ยืม และการทำลาย
16 การรายงานผลการตรวจ ใครเป็นผู้รายงาน, รายงานทางสื่อใดได้บ้าง เช่น
โทรศัพท์ โทรสาร E-mail ฯลฯ จะกระทำได้หรือไม่ และอย่างไร